วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การดูแลของใช้ภายในบ้าน



การดูแลรักษาเครื่องเรือน
         เครื่องเรือนนั้นมีหลากหลายประเภท เช่น เครื่องเรือนไม้ เครื่องเรือนโลหะ เครื่องเรือนหนัง เป็นต้น ซึ่งการดูแลรักษาเครื่องเรือนนั้นจะต้องมีความถูกต้องในเรื่องของประเภทของเครื่องเรือน เพื่อคงอายุการใช้งาน โดย การดูแลรักษาเครื่องเรือนมี ดังนี้
1.1 เครื่องเรือนไม้

            เครื่องเรือนไม้นั้นมีอายุการใช้งานที่จำกัด เพราะ ไม้นั้นมีการผุไปตามกาลเวลา จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดนน้ำ และอาจมีการทาน้ำยาเคลือบเพื่อความสวยงาม และ ป้องกันการโดนน้ำ
1.2 เครื่องเรือนโลหะ

              เครื่องเรือนโลหะนั้นอาจมีการเกิดสนิมได้ จึงควรมีการทาน้ำยากันสนิม และ ห่างจากน้ำหรืออากาศที่ชื้น เพราะ ทำให้เกิดสนิมงานขึ้น
1.3 เครื่องเรือนหนัง

             เครื่องเรือนหนังนั้นมีโอกาสในการขึ้นราได้ง่ายและเมื่อโดนน้ำจะทำให้เกิดกลิ่นเหม็นได้ จึงควรวางหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำ หรือมีการทาน้ำมันเคลือบเพื่อความสวยงาม
1.4 เครื่องเรือนพลาสติก

              เครื่องเรือนที่เป็นพลาสติกจะไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องการโดนน้ำแต่อาจมีปัญหาเรื่ื่องความทนทาน เพราะพลาสติกอาจเกิดการกรอบ หักง่าย เมื่อโดนแสงแดด  จึงควรวางห่างจากแสงแดงที่จัด
1.5เครื่องเรือนผ้า

          ควรมีการทำความสะอาดเครื่องเรือนเพราะอาจมีฝุ่นมาจับ เกาะได้จึงควรซัก และ อาจเกิดการฉีกขาดของผ้าได้ จึงควรระมัดระวังในการใช้งาน
         เครื่องเรือนทุกประเภทนั้นมีอายุการใช้งาน จึงควรดูแลรักษาเพื่อให้คงสภาพการใช้งานให้ดีที่สุด
การทำความสะอาดภาชนะให้ใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและถูกวิธี สามารถทำได้ดังนี้

1. แยกประเภทของภาชนะที่ใช้ เพื่อจะได้สามารถทำความสะอาดภาชนะแต่ละชนิดได้ อย่างถูกต้องเช่น แก้ว พลาสติก อลูมิเนียม เงิน ทองเหลือง เป็นต้น
2. ใช้น้ำและอุปกรณ์ในการทำความสะอาดอย่างถูวิธี ถูกประเภท ประหยัดและคุ้มค่ามากที่สุดเช่นไม่เปิดน้ำทิ้งไว้เมื่อไม่ได้ใช้งาน
3. ควรทำความสะอาดภาชนะด้วยความระมัดระวังเนื่องจากภาชนะบางชนิดแตกหักได้ง่าย เช่นภาชนะที่ทำจากแก้ว เพราะอาจเกิดอันตรายได้
4. ควรศึกษาหาความรู้ในการทำความสะอาดภาชนะแต่ละชนิด เพื่อเป็นการเสริมความรู้และสามารถนำความรู้ที่ได้มาใช้ในการทำความสะอาด ภาชนะอย่างถูกต้องเพื่อจะได้มีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดมากขึ้น
5. เมื่อทำความสะอาดเสร็จแล้ว ควรเก็บรักษาและดูแลภาชนะอย่างดี เพื่อให้สามารถใช้ภาชนะนั้นๆได้ยาวนานและคุ้มค่ามากที่สุด
        *ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า การจะทำความสะอาดภาชนะต้องคำนึงถึง ประเภทของภาชนะ และการเลือกใช้อุปกรณ์ อีกทั้งควรรู้จักหมั่นทำความสะอาด หมั่นดูแลรักษาภาชนะให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในครั้งต่อๆไปได้เสมอ*
ที่มา http://www.l3nr.org/posts/273799


ประโยชน์ของต้นไม้


ประโยชน์ของการปลูกต้นไม้



1.ต้นไม้จะ ช่วยคายออกซิเจนในช่วงกลางวัน ทำให้เราได้อากาศบริสุทธิ์ ซึ่งการได้สูดอากาศบริสุทธิ์ มีผลดีต่อสุขภาพ ของเรา
2. ช่วยดูดซับก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นตัวการให้เกิดภาวะเรือนกระจก ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
3. เป็นร่มเงา บังแสงแดด ให้เกิดความร่มรื่น
4. เป็นที่อยู่ อาศัยของสัตว์ป่า
5. พืช ผล สามารถนำมารับประทานเป็นอาหาร หรือ ยารักษาโรคได้
6. เป็นแหล่งต้นน้ำ ลำธาร เนื่องจากที่บริเวณราก ที่ดูดซับน้ำ และ แร่ธาตุ เป็นการกัก เก็บน้ำไว้บริเวณผิวดิน
7. บริเวณรากของต้นไม้ ที่ยึดผิวดิน ทำให้เกิดความแข็งแรงของบริเวณผิวดินป้องกันการพัง ทลายจากดินถล่ม เนื่องจากมีรากเป็นส่วนยึดผิวดินอยู่ ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัด คือ การสาธิต การนำหญ้าแฝกมาประยุกต์ ป้องกันการพังทลาย ของหน้าดิน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นพระปรีชา สามารถของพระมหากษัตริย์ ประเทศของเรา
8. เป็นแนวป้องกัน การเกิดน้ำท่วม เนื่องจาก เมื่อเกิดสภาพที่น้ำเกินสมดุล ท่วมลงมาจากยอดเขา จะมีแนวป่า ต้นไม้ ช่วยชะลอความแรง จากเหตุการณ์น้ำท่วม
9. ลำต้น สามารถ นำมาแปรรูปทำประโยชน์ ต่างๆ เช่น บ้านเรือน ที่พักอาศัย สะพาน เฟอร์นิเจอร์ เรือ
10. การปลูกต้นไม้ เป็นการผ่อนคลายความเครียดได้อย่างหนึ่ง
11. เมื่อเจริญ สามารถนำไปขายได้ราคา โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายมาก
12 ต้นไม้ เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญต่อบรรดาสัตว์ป่า เป็นส่วนหนึ่งในระบบนิเวศวิทยา
ที่มา http://www.thaigoodview.com/node/1403

ธรรมชาติของต้นไม้


ธรรมชาติของต้นไม้







รู้จักธรรมชาติของต้นไม้ที่ปลูกเลี้ยง ต้นไม้แต่ละชนิดชอบอยู่ในสภาพแวดล้อมต่างๆกัน และไม้ดอกไม้ประดับทั้งหมดก็มีที่มาดั้งเดิมจากธรรมชาตินั่นเอง ถึงแม้จะมีการปรับปรุงสายพันธุ์ หรือเป็นลูกผสม
แล้วก็ตามยังไงก็จะยังคงมีพื้นฐานพันธุกรรมจากบรรพบุรุษติดมาอยู่เสมอ ดังนั้นหากเราทราบว่าในธรรมชาติดั้งเดิมของต้นไม้เขามีความเป็นอยู่อย่างไร ชอบขึ้นอยู่บนวัสดุปลูกประเภทใดมีธาตุอาหารตัวไหนสูง ความชื้นของอากาศ ในพื้นที่ดั้งเดิมเป็นเท่าไหร่ความแตกต่างระหว่างกลางวันกลางคืนเป็นอย่างไร ชอบขึ้นอยู่ใต้เงาไม้คลึ้มหรือว่าอยู่กลางแจ้ง ข้อมูลเหล่านี้ยิ่งรู้มาก ก็จะเข้าใจต้นไม้ชนิดนั้นมากขึ้นเมื่อเข้าใจก็จะสามารถนำมาปรับใช้ ให้เหมาะสมกับสถานที่ปลูกเลี้ยงได้ถึงจุดนี้จะเห็นได้ว่าจะต้องใช้ความชำนาญ และความเก๋าเกมส์พอควรในการตีความหมายจากข้อมูลเพื่อนำมาปรับใช้ ซึ่งอาจต้องอาศัยการฝึกฝนในด้านการสังเกต และการประยุกต์ใช้สิ่งรอบตัวซึ่งเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์อันถือได้ว่าเป็นที่สุดแห่งเคล็ดลับการปลูกเลี้ยงต้นไม้เลยทีเดียว
เตรียมสถานที่ปลูก
                วางไว้ให้ถูกที่ พิจารณาว่าพืชที่ปลูกชอบสภาพแวดล้อมแบบใดปัญหาส่วนมากจะพบในต้นไม้ที่ต้องการความชื้นสูง เช่นพวกพันธุ์ไม้จากป่าดิบชื้นและเฟิร์น หากชอบที่ชื้นก็ต้องทำพื้นที่ให้เอื้อต่อการ
เกิดความชื้น เช่น หาวัตถุบังลมเช่นต้นไม้ใหญ่หรือซาแลนมาขึงบังลมไว้ ปูด้วยทรายหยาบ หรืออิฐมอญ หาอ่างน้ำมาตั้งใกล้ๆตั้งชิดรวมกันเป็นกลุ่มๆ หรือใช้เครื่องควบคุมเช่นระบบน้ำหยด หรือพ่นหมอกวิธีการเหล่านี้ใช้ร่วมกันหรืออย่างใดอย่างหนึ่งตามความเหมาะสมจะช่วยเพิ่มความชื้นได้
อีกปัญหาหนึ่งคือปัญหาความสกปรกควรหลีกเลี่ยงการวางบนพื้นดินโดยตรงหรือวางตรงบริเวณที่เวลารดน้ำ แล้วดินไม่สามารถกระเด็นมาโดนใบ-ซอกใบ ควรวางต้นไม้บนวัสดุรองกระถางหรือวางบนพื้นที่ปูด้วยหินหรือทรายหยาบ และหาหาเศษอิฐหรือหินกรวดแม่น้ำมาโรยปิดหน้าวัสดุปลูกไว้ เพื่อไม่ให้เกิดการกระเด็นเวลารดน้ำ (หรือจะใช้ประโยชน์จากวัชพืชเล็กๆซึ่งเหลือไว้บ้างก็ได้)ที่ระวังตรงจุดนี้เพราะว่าดินเป็นแหล่งของเชื้อก่อโรคพืชนั่นเองหากจัดการได้ปัญหาจุกจิกเรื่องใบเป็นโรคจากเชื้อราจะลดลงได้อย่างชัดเจน
ที่มา http://www.tonmai2u.com/tropic%20planting%20nursery.html

การปลูกต้นไม้


การปลูกต้นไม้


การปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้   มีลำดับขั้นตอนดังนี้
1. กำหนดวัตถุประสงค์ที่จะปลูก
   ข้อคำนึงถึงเบื้องต้น
        ในกรณีที่พื้นที่เตรียมการปลูกเป็นดินเหนียวจัด ควรเอาน้ำรดให้ชุ่มเสียก่อนเพื่อให้ขุดง่ายเบาแรงขึ้นดินที่ขุดขึ้นควรใช้ปูนขาว หรือ สารเคมีปรับปรุงดินบางชนิด เช่น โดโรไมค์ ผสมกับทรายและปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักคลุกเคล้ากับเนื้อดินตากแดดทิ้งไว้นานประมาณ 1-2 สัปดาห์ รดน้ำเป็นระยะพร้อมกับพรวนดินตามสมควร จะทำให้ดินร่วนและดีขึ้น สำหรับพื้นที่ที่ดินเป็นดินปนทรายมากการปรับปรุงดินจำเป็นต้องใส่ปูนขาวและปุ๋ยคอก เพื่อทำให้ดินจับเป็นก้อนแน่นอุ้มน้ำและมีอาหารพืชมากขึ้น
2. สำรวจพื้นที่เพื่อกำหนดเป็นที่ปลูก และคัดเลือกชนิดพันธุ์ไม้ที่จะปลูก รวมทั้งจัดหากล้าไม้การกำหนดพื้นที่ปลูก
        เมื่อผู้ปลูกได้ตัดสินใจกำหนดวัตถุประสงค์ของการปลูกต้นไม้ไว้เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่จำเป็นต้องกระทำต่อไปคือ การกำหนดพื้นที่เพื่อให้มีความเหมาะสมกับชนิดพันธุ์ไม้ที่เลือกปลูก หากเลือกพื้นที่ปลูกไม่สอดคล้องกับชนิดพันธุ์ไม้ที่ปลูกจะทำให้ได้ประโยชน์ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ โดยทั่วไปแล้วมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องนำมาประกอบการพิจารณาดังนี้
        ปัจจัยแรกเกี่ยวกับลักษณะของดิน ผู้ปลูกควรพิจารณาสภาพของดินว่ามีความอุดมสมบูรณ์หรือลักษณะดินเป็นดินประเภทใด มีสภาพความเป็นกรดหรือเป็นด่างอย่างไร เป็นดินเหนียว ดินร่วน หรือดินร่วนปนทราย มีการระบายน้ำได้ดีหรือไม่เพียงใด พื้นที่เป็นที่ราบลุ่มหรือมีความลาดเอียง ใกล้ไกลแหล่งน้ำเหมาะสมกับพันธุ์ไม้ชนิดใด นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงสภาพดินฟ้าอากาศประกอบอีกด้วย ประการต่อมาต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมพื้นที่ที่จะกำหนดปลูกว่ามีสภาพเป็นอย่างไร ต้องให้มีความปลอดภัยกับต้นไม้ และปัจจัยสุดท้ายคือ การกำหนดระยะปลูก
ผู้ปลูกจะต้องกำหนดระยะปลูกระหว่างต้นไม้ให้มีความเหมาะสมกับชนิดและขนาดของต้นไม้ที่จะปลูก การจัดหากล้าไม้   ประสานงานกับกรมป่าไม้ หรือหน่วยงานในสังกัดกรมป่าไม้ เพื่อขอรับกล้าไม้
3. การเตรียมพื้นที่ปลูก
        การเตรียมดินเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งของการปลูกต้นไม้ และจะให้ได้ผลดีจะต้องมีการเตรียมการ
ล่วงหน้าพอสมควร ปรับระดับพื้นที่ให้ได้ตามต้องการเสียก่อน และเพื่อความสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย
ผู้ปลูกควรได้กำหนดแผนผังการปลูกต้นไม้ไว้ก่อน ขั้นตอนต่อไปเป็นเรื่องปกติไม่ว่าดินจะเป็นดินชนิดใดหรือมีทำเลเป็นอย่างไร จะต้องทำการขุดหลุมดังนี้
4. จัดหาอุปกรณ์และเตรียมวัสดุสำหรับใช้ปลูกต้นไม้
                 1. อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ในการปลูกต้นไม้ ควรจัดหาและเตรียมให้พร้อมเพื่อ
                     ความสะดวกใน การปลูกต้นไม้ มีจอบ เสียม พลั่วตักดิน บุ้งกี๋ ตลอดจนยานพาหนะ
                     ลำเลียงขนส่งกล้าไม้ไปยังจุดที่เตรียมหลุมปลูก
                 2. หน้าดินผสมสำหรับกลบหลุมปลูก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก สำหรับรองก้นหลุม ตลอดจนสาร
                     อุ้มน้ำ(ถ้ามี) และใช้ในกรณีปลูกก่อนหรือหลังฤดูฝน
                 3. หลักค้ำยัน ยึดต้นไม้ กันลมพัดโยกและช่วยในการทรงตัวของต้นไม้ให้ตั้งตรง เชือก
                     สำหรับผูกยึดต้นไม้กับหลัก
5. การปลูก
        ต้นไม้ที่นำมาปลูกส่วนใหญ่มักจะบรรจุในถุงพลาสติกให้ใช้มีดกรีดถุงออก ควรระวังคือ อย่าให้รากของต้นไม้ได้รับความกระทบกระเทือนมากนัก เสร็จแล้ววางต้นไม้ลงในหลุมที่ขุดให้ระดับรอยต่อระหว่างลำต้นกับรากอยู่เสมอกับระดับขอบหลุม แล้วกลบหลุมด้วยดินผสมที่เตรียมไว้สำหรับปลูกหรือใช้ดินที่ขุดขึ้นจากหลุมที่เป็นดินร่วนปนทราย หรือดินที่มีความร่วนซุยดี อย่าใช้ดินเหนียวที่แน่นหรือดินที่มีกรวดหินมาก ๆ กลบหลุม เพราะจะเป็นปัญหาทำให้รากต้นไม้เจริญเติบโตได้ไม่ดี เมื่อกลบหลุมเสร็จแล้วใช้เท้าเหยียบดินให้แน่นพอประมาณ นำเศษใบไม้หญ้าหรือฟางมาคลุมรอบโคนต้นเพื่อรักษาความชื้นและป้องกันการกัดเซาะของน้ำในขณะรดน้ำต้นไม้ หาไม้หลักซึ่งมีความสูงมากกว่าต้นไม้พอประมาณมาปักข้าง ๆ ผูกเชือกยึดกับต้นไม้อย่างหลวม ๆ เพื่อช่วยในการทรงตัวของต้นไม้และป้องกันลมพัดโยก เมื่อปลูกเสร็จรดน้ำให้ชุ่มและถ้าเป็นไปได้ควรรดน้ำวันละครั้ง จนต้นไม้ตั้งตัวได้ กรณีที่ปลูกเป็นพื้นที่มากๆ ควรปลูกในช่วงฤดูฝน ขณะฝนตกหรือหลังฝนตกใหม่ ๆ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการรดน้ำต้นไม้ ภายหลังการปลูกต้นไม้โดยปกติควรรดน้ำติดต่อกันทุกวันในเวลาเย็นอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ตลอด 1 สัปดาห์ การรดน้ำควรรดน้ำให้ชุ่ม ถ้าต้องการทราบว่าได้รดน้ำเพียงพอแล้วหรือไม่ ให้ทดลองขุดดินดูว่าน้ำซึมลง
ไปถึงบริเวณรากต้นไม้หรือยัง ถ้ารดน้ำน้อยไปน้ำจะซึมลงไปไม่ถึงบริเวณรากต้นไม้   การพรวนดินใส่ปุ๋ยและการกำจัดวัชพืช  วัชพืชเป็นตัวการที่ทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตช้า ควรมีการกำจัดวัชพืชโดยการถากถาง และพรวนดินรอบโคนต้นไม้ในรัศมี 1 เมตร ปีละ 2 ครั้ง ในขณะพรวนดินถ้ามีปุ๋ยวิทยาศาสตร์จะโรยรอบ ๆ โคนต้นประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ แล้วรดน้ำหรือใส่ปุ๋ยคอกเพิ่มเติมก็ได้
6.  การดูแลบำรุงรักษา
        หลังจากได้ปลูกต้นไม้แล้วผู้ปลูกควรคำนึงถึงอันตรายที่อาจจะเกิดกับต้นไม้ในระยะเริ่มแรกที่มีขนาด
เล็กยังตั้งตัวไม่ได้ เช่น อันตรายจากสัตว์เลี้ยง ยานพาหนะต่าง ๆ หากปลูกจำนวนน้อยอาจทำคอกป้องกัน
หรืออาจทำรั้วกั้นเป็นแนวไว้ได้ สำหรับต้นไม้บางชนิดที่ต้องการความเอาใจใส่มากตั้งตัวได้ยากควรจะมีการ
บังแดดให้ในระยะที่ตั้งตัวไม่ได้ อย่างไรก็ตามการปลูกต้นไม้ให้สามารถเจริญเติบโตได้ดีจำเป็นต้องได้รับการเอาใจใส่ดูแลบำรุงรักษาที่ดีจากผู้ปลูกมากพอสมควร
        - ภายหลังการปลูกต้นไม้โดยปกติควรรดน้ำติดต่อกันทุกวันในเวลาเย็นอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ตลอด 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นอาจให้ลดลงเป็นวันเว้นวัน หรือ 2 วัน ครั้งจนสังเกตเห็นต้นไม้ตั้งตัวได้
        การพรวนดินใส่ปุ๋ยและการกำจัดวัชพืช วัชพืชเป็นตัวการที่ทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตช้าควรมีการกำจัดวัชพืชโดยการ ถากถาง และพรวนดินรอบโคนต้นไม้ในรัศมี 1 เมตร ปีละ 2 ครั้ง ในขณะพรวนดินถ้ามีปุ๋ยวิทยาศาสตร์จะโรยรอบ ๆ โคนต้นประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ แล้วรดน้ำหรือใส่ปุ๋ยคอกเพิ่มเติมก็ได้
        การตรวจดูแลต้นไม้และฉีดยาป้องกันกำจัดโรคและแมลง ตลอดจนระวังไฟ โดยปกติต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกับมนุษย์ย่อมถูกแมลง โรค เห็ด รา รบกวนเป็นธรรมดา การเจริญเติบโตของต้นไม้โดยธรรมชาติมีความแข็งแรงอยู่ในตัวพอสามารถสู้ต้านทานกับโรค แมลงและเห็ดราต่าง ๆ ได้ดีพอสมควร หากผู้ปลูกช่วยบำรุงรักษาต้นไม้ให้ถูกวิธี ต้นไม้จะเจริญเติบโตได้รวดเร็วมีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะต่อต้านอันตรายจากสิ่งเหล่านี้ได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการหมั่นตรวจตราดูแลโรค แมลงที่เกิดกับต้นไม้ และใช้ยาฉีดกำจัดได้ทันเหตุการณ์ในกรณีที่ปลูกเป็นแปลงใหญ่ ๆ จะต้องมีการระวังไฟ ควรมีการแผ้วถางวัชพืชปีละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย และทำแนวป้องกันไฟล้อมรอบ ถ้าหากปลูกเป็นแนวยาว เช่น ตามแนวถนนต้องกำจัดวัชพืชที่จะเป็นเชื้อเพลิงในช่วงปลายฤดูฝน หรือก่อนเข้าฤดูแล้งตลอดแนวทาง การดูแลบำรุงรักษาต้นไม้อย่างเอาใจใส่ และการปลูกต้นไม้จะสำเร็จหรือไม่ก็อยู่ที่การป้องกันให้ต้นไม้พ้นจากอันตรายจากไฟและอันตรายจากสิ่งแวดล้อมทั้งปวง

การถนอมอาหาร 3


วิธีถนอมอาหาร




1) การตากแห้งหรือการรมควัน
 คือ การเอาน้ำหรือความชื้นออกจากอาหารให้มากที่สุด เพื่อป้องกันการเจริญของเชื้อบูดเสียที่ชอบเจริญในความชื้น เช่น เชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรียบางชนิด การตากแห้ง หรือการรมควันอาจทำได้โดยใช้ความร้อนจากแสงแดด หรือการใช้ความร้อนจากแหล่งอื่น เช่น การอบในตู้อบไฟฟ้าหรือแก๊ส เป็นต้น
ลักษณะอาหารแห้งที่ดี        
            1. เมื่อใช้นิ้วจิ้มหรือบีบ  จะไม่แฉะหรือชื้น
            2. สามารถโค้งงอได้  ไม่มีน้ำออกมา
            3. มีน้ำหนักเบา
การบรรจุและการเก็บรักษา
            บรรจุอาหารที่ตากแห้งได้ที่แล้วในขวดแก้ว กล่องพลาสติก ถุงพลาสติก หรือภาชนะอื่นๆ ที่แห้ง สะอาด มีฝาปิดสนิท ปิดฉลากบอกชื่ออาหาร และวันเดือนปีที่ผลิตบนภาชนะบรรจุ  แล้วเก็บในที่แห้งและเย็น ไม่ชื้นไม่ถูกแสงแดด  หากเก็บไว้นานควรนำออกมาตากแดดบ้าง เพื่อป้องกันมิให้เกิดราขึ้น
ประโยชน์ของการตากแห้ง
             1. เก็บรักษาอาหารไว้บริโภคได้นาน
             2. เป็นการเพิ่มชนิดของอาหารให้มากขึ้น มีรสชาติ กลิ่น สี แตกต่างออกไป
             3. สะดวกในการขนส่ง
             4. สามารถทำเป็นอุตสาหกรรมเพิ่มรายได้

2) การดอง

  1. การดองใช้กับอาหารทุกชนิด  ทำได้โดยการใช้สารปรุงแต่งเพื่อเป็นตัวช่วยให้เกิดรสตามต้องการ และเป็นตัวรักษาอาหาร เช่น การดองด้วยเกลือ น้ำส้มสายชู การดองหวาน หรือบางครั้งการดองด้วยเกลืออาจทำให้เกิดผลเป็นการดองเปรี้ยวได้ เพราะปริมาณของเกลือที่ใช้มีอัตราส่วนเหมาะสมที่จะเกิดการหมัก กรดเปรี้ยวในอาหารหรือกรดแลคติดทำให้อาหารมีรสเปรี้ยว และช่วยรักษาอาหารไม่ให้เน่าเปื่อย
การเก็บรักษา
            อาหารดอง ควรเก็บรักษาในที่สะอาด แห้ง และเย็น อากาศถ่ายเทสะดวกไม่ควรวางในที่ร้อน ชื้น และแสงแดดส่องถึง
ประโยชน์ของการดอง
        1. ทำให้เก็บอาหารได้นานขึ้น เช่น ไข่เค็ม
        2. ทำให้อาหารมีสี กลิ่น และรสต่างออกไป เช่น ผักกาดดอง
        3. ทำให้อาหารที่ใช้บริโภคไม่ได้ ให้สามารถบริโภคได้ เช่น มะม่วงอ่อนดอง
        4. ทำให้เกิดอาหารชนิดใหม่ เช่น น้ำส้มสายชู
        5. เสริมคุณค่าทางอาหาร เช่น เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ ซึ่งให้โปรตีนสูงกว่าถั่วสุกธรรมดา
3) การแช่อิ่ม
การถนอมอาหารด้วยการแช่อิ่ม  เป็นการถนอมอาหารโดยใช้น้ำตาลปริมาณมาก คือ นำอาหารมาแช่ในน้ำเชื่อม และเปลี่ยนเพิ่มความเข้มข้นจนถึงจุดอิ่มตัวแล้วนำมาทำแห้ง
ประโยชน์ของการแช่อิ่ม
           1.  ช่วยให้เก็บอาหารได้นาน
           2.  ช่วยให้ได้อาหารที่แตกต่างไปจากอาหารสด
           3.  ช่วยเพิ่มรายได้แก่ครอบครัว
ข้อควรระวัง
           การนำชิ้นผลไม้แช่อิ่มมารับประทาน ต้องระวังความสะอาดด้วย อย่าใช้มือหรือช้อนที่ไม่สะอาดหยิบหรือตัก เพราะจะทำให้อาหารขึ้นราหรือเสียได้ง่าย
4) การเชื่อม
การถนอมอาหารด้วยการเชื่อม เป็นการนำผลไม้ไปต้มลงในน้ำเชื่อมจนผลไม้มีลักษณะนุ่ม เป็นประกาย ซึ่งเป็นการใช้น้ำตาลมาช่วยในการถนอมอาหาร มีลักษณะการใช้น้ำตาลเช่นเดียวกับวิธีการแช่อิ่ม การเชื่อมนิยมทำ เมื่อจะเก็บผลไม้บรรจุขวดหรือกระป๋อง น้ำเชื่อมที่ใช้อัตราส่วน ดังนี้
          -  น้ำเชื่อมใส   น้ำตาล 1 ถ้วย ต่อน้ำ 3 ถ้วย
          -  น้ำเชื่อมปานกลาง  น้ำตาล 1 ถ้วย ต่อน้ำ 2 ถ้วย
          -  น้ำเชื่อมเข้มข้น  น้ำตาล 1 ถ้วย ต่อน้ำ 1 ถ้วย
การบรรจุและการเก็บรักษา
          -  บรรจุในกล่องที่มีฝาปิด
          -  บรรจุในขวดหรือในกระป๋อง
ประโยชน์ของผักและผลไม้
         1. ช่วยให้เก็บรักษาอาหารไว้ได้นาน
         2. ช่วยเพิ่มรสชาติของอาหารให้แปลกได้
5) การกวน
การถนอมอาหารด้วยวิธีการกวน คือ การที่นำเนื้อผลไม้ที่สุกแล้วผสมกับน้ำตาล โดยใช้ความร้อน เพื่อกวนผสมให้กลมกลืนกัน โดยมีรสหวาน และให้เข้มข้นขึ้น
              การใส่น้ำตาลในการกวนมี  2 วิธี คือ ใส่น้ำตาลแต่น้อยใช้กวนผลไม้ เพื่อทำแยม เยลลี่ เป็นต้น และการกวนโดยใช้ปริมาณน้ำตาลมาก เช่น การกวนผลไม้แบบแห้ง เช่น กล้วยกวน สับปะรดกวน ทุเรียนกวน เป็นต้น
ประโยชน์ของผักและผลไม้
              1. ช่วยให้เก็บอาหารไว้นาน
              2. ช่วยให้อาหารมีกลิ่น รสชาติ ต่างไปจากอาหารสด ผักและผลไม้ที่ใช้กวน ได้แก่ เผือก มันเทศ ฟักทอง สับปะรด กล้วย มะขาม

ที่มา http://www.snr.ac.th/elearning/sudchit/section%205-2.htm

การถนอมอาหาร 2

การถนอมอาหาร 


การถนอมอาหาร หมายถึงกระบวนการเก็บและรักษาอาหาร เพื่อชะลอการเน่าเสียของอาหาร หรือป้องกันโรคอาหารเป็นพิษ ในขณะที่ยังรักษาคุณค่าทางโภชนาการ สีสัน และกลิ่นให้คงอยู่
กระบวนการถนอมอาหาร
การถนอมอาหารมักจะเกี่ยวข้องกับ การยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรีย เชื้อรา และจุลินทรีย์อื่นๆ และการหน่วงปฏิกิริยาระหว่างไขมันกับออกซิเจนในอากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเน่าเสีย (rancidity) ของอาหาร การถนอมอาหารนี้อาจรวมถึงการรักษาอายุตามธรรมชาติและสีสันของอาหารซึ่งเกิดจากการปรุงอาหาร เช่น การเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลของเนื้อแอปเปิลเมื่อสัมผัสกับอากาศ และการถนอมอาหารบางประเภทจำเป็นต้องปิดผนึกอาหารหลังจากที่ผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อป้องกันการเกิดปัจจัยของการเน่าเสีย ทำให้อาหารนั้นสามารถเก็บไว้ได้นานมากกว่าปกติ
กระบวนการถนอมอาหารอาจประกอบด้วย
การให้ความร้อนเพื่อกำจัดหรือทำจุลินทรีย์ให้เสื่อมสภาพ เช่น การต้ม
การใช้สารเคมีเพื่อให้เกิดปฏิกิริยากับออกซิเจน เช่น การใช้ซัลเฟอร์ไดออกไซด์
การยับยั้งการเกิดสารพิษ เช่น การรมควัน การใช้คาร์บอนไดออกไซด์ น้ำส้มสายชู แอลกอฮอล์ ฯลฯ
การขจัดน้ำออกจากอาหาร เช่น การตากแห้ง
การยับยั้งการดูดซึมสารอาหารของจุลินทรีย์ เช่น การเชื่อม การดอง
การเก็บรักษาอาหารในอุณหภูมิต่ำ เช่น การแช่แข็ง การทำให้เย็นขึ้น